พาร์กินสัน .... อยู่อย่างไร ให้ห่างไกลโควิท

วันที่ 15 เมษายน 2563

พาร์กินสัน .... อยู่อย่างไร ให้ห่างไกลโควิท 
 
  • จากข้อมูลในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า ผู้ป่วยพาร์กินสัน มีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรค COVID-19 มากกว่าประชากรทั่วไปหรือไม่ 
  • อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันส่วนใหญ่ เป็นผู้สูงอายุ และมักจะมีปัญหาสุขภาพเรื้อรังอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย เช่นภาวะกลืนลำบาก หรือสำลักอาหาร ทำให้มีโอกาส เกิดโรคปอดติดเชื้อได้มากขึ้น

การปฎิบัติตัวของผู้ป่วยโรคพาร์กิน ในระยะที่มีการระบาดของ COVID-19 

  • ปฎิบัติตามคำแนะนำของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป คือ 
    • ล้างมือบ่อยๆ อย่างถูกวิธี ด้วยน้ำสบู่ อย่างน้อย 40 วินาทีขึ้นไป หรือใช้ แอลกอฮอล์ > 70% 
    • ไม่เอามือมาสัมผัส บริเวณหน้า ตา ปาก 
    • หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่ชุมชน หรือคนจำนวนมาก 
    • รักษาระยะห่างระหว่างกัน 1.5 -2 เมตร ทั้งในกรณี อยู่ในบ้านและนอกบ้าน 
    • สวมหน้ากากอนามัย เมื่อออกนอกบ้าน หรือ ถ้าในบ้านมีผู้ที่มีอาการไม่สบาย ไข้ ไอ น้ำมูก เจ็บคอ หอบเหนื่อย หรือ เป็นบุคคลกลุ่มเสี่ยงก็ควรใส่หน้ากากอนามัยร่วมด้วย 
    • แยกอุปกรณ์ เครื่องใช้ส่วนตัว ช้อน แก้วน้ำ ต่างๆ ไม่ใช้ช่วมกัน 
    • ทำความสะอาดบ้านและสิ่งของ ของใช้ บริเวณที่ต้องใช้ร่วมกันภายในบ้าน 
    • รักษาสุขภาพให้แข็งแรง นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายในขนาดที่เหมาะสม อย่างสม่ำเสมอ 
ยาที่ใช้รักษาโรค  COVID-19 มีผลต่อยารักษาโรคพาร์กินสัน หรือไม่ 
  • ยังไม่พบมีรายงานของ drug interaction ระหว่างยาต้านไวรัส หรือยา คลอโรควิน กับยาในกลุ่มโดปามีน ที่ใช้ในการรักษาโรคพาร์กินสัน 
  • ผู้ป่วยพาร์กินสัน สามารถใช้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ ยาลดน้ำมูก ตามอาการได้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ แต่อาจพบอาการข้างเคียงเช่นอาการง่วงซึมเกิดขึ้นได้ 
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ไอ ในกลุ่ม dextrometrophan ร่วมกับยาพาร์กินสันในกลุ่ม MAO-B inhibitors เช่น selegeline หรือ rasagiline 
  • ไม่ควรหยุดรับประทานยา พาร์กินสัน เอง เนื่องจากอาจเกิดอันตรายได้ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนการปรับยา 
  • ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนปอดอักเสบ เพื่อช่วยลดความรุนแรงของอาการ กรณีติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ หรือปอดอักเสบ (ไม่ใช่วัคซีน COVID-19 เนื่องจาก ณ ปัจจุบันโรค COVID-19 ยังไม่มีวัคซีนเฉพาะ)

ผู้ป่วยพาร์กินสัน ควรมาตรวจตามนัดหรือไม่ และทำอย่างไร เพื่อติดตามการรักษา

  • ผู้ป่วยที่มีอาการคงที ควรลดการเดินทางมา โรงพยาบาล ให้มากที่สุด ทางศูนย์พาร์กินสันฯ ได้ดำเนินการติดตามอาการทางโทรศัพท์ และทำการเลื่อนนัด 
  • ถ้าผู้ป่วยมีอาการที่จำเป็นต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์ ทางเราจะดำเนินการติดตามอาการทางไกล ผ่านระบบ video call และให้ญาติมารับยาแทน (telemedicine)
  • หากจำเป็นต้องเดินทางมา โรงพยาบาล ให้หลีกเลี่ยงการเดินทางโดยรถขนส่งสาธารณะ สถานที่ที่มีคนแออัด และสวมหน้ากาก อนามัยทุกครั้ง
  • ทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ พัฒนา Application Chula Care เพื่อให้การติดตามอาการ การติดต่อสื่อสาร ระหว่างผู้ป่วยและแพทย์สะดวกยิ่งขึ้น
ด้วยความปราณาดี จาก ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย 
Cr. รวบรวมข้อมูล และ infographic พญ. ศศิวิมล วีระเมธีกุล FB : Belle-lek Virameteekul
 
< ย้อนกลับ

ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ

ตึก สธ หรือผู้สูงวัย ชั้น 7 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนน พระรามที่ 4 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
เบอร์โทรศัพท์ : 02 256 4000 ต่อ 70702-3 / 081 107 9999
โทรสาร : 02 256 4000 ต่อ 70704
โทรศัพท์เคลื่อนที่ : 081-107-9999

Facebook

Youtube

รับข้อมูลข่าวสารกิจกรรมจากทางศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน