โรคพาร์กินสัน / ตอนที่ 2 การผ่าตัดรักษาในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน (PD surgery)

วันที่ 20 มีนาคม 2561

การผ่าตัดรักษาโรคพาร์กินสันมีการรักษามานานและเป็นที่ยอมรับในต่างประเทศในต่างประเทศว่าสามารถลดอาการของโรคพาร์กินสัน เช่น ทำให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น ลดอาการสั่น ลดอาการกล้ามเนื้อแข็งเกร็ง และลดอาการตอบสนองต่อยาที่ไม่สม่ำเสมอได้ อีกทั้งผู้ป่วยที่ผ่าตัดในบางตำแหน่งสามารถลดปริมาณยารักษาโรคพาร์กินสันที่ทานอยู่เดิมได้  แต่อย่างไรก็ตามการผ่าตัดถือว่าเป็นการรักษาที่มีความเสี่ยงที่ผู้ป่วยอาจได้รับผลข้างเคียงได้ เช่น ผลข้างเคียงจากการผ่าตัด ผลข้างเคียงจากกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าและผลข้างเคียงจากการใช้อุปกรณ์เครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึก  อีกทั้งการผ่าตัดไม่สามารถรักษาโรคโรคพาร์กินสันให้หายขาด และไม่สามารถรักษาอาการเคลื่อนไหวผิดปกติบางอาการ เช่น อาการเดินติดขัด อาการเสียงพูดเบาได้  ดังนั้นการคัดเลือกผู้ป่วยที่เหมาะสมในการเข้ารับการผ่าตัดจึงมีความสำคัญมาก โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เข้ารับการผ่าตัดจะเป็นผู้ป่วยที่มีปัญหาการตอบสนองต่อยาที่ไม่สม่ำเสมอแล้วเท่านั้น

เนื่องจากพยาธิสภาพหลักของการเกิดโรคพาร์กินสันคือมีการลดลงของเซลล์ประสาทสมองที่มีหน้าที่สร้างสารสื่อประสาทโดปามีน (dopaminergic neuron) ที่สมองส่วน substantia nigra par compacta จึงทำให้มีการสร้างสารสื่อประสาทโดปามีนลดลง โดยพบว่าการลดลงของสารสื่อประสาทโดปามีน จึงส่งผลทำให้กลุ่มเซลล์ประสาทในสมองส่วนลึกตำแหน่ง subthalamic nucleus (STN) และ globus pallidus interna (GPi) ทำงานมากผิดปกติ และเกิดความไม่สมดุลของการทำงานระหว่างวงจรภายในของ basal ganglia  จึงส่งผลให้ผู้ป่วยพาร์กินสันมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ดังนั้นการรักษาโรคพาร์กินสันด้วยการผ่าตัด จึงมีเป้าหมายที่จะลดการทำงานที่มากผิดปกติของกลุ่มเซลล์ประสาทดังกล่าวโดยอาศัยหลักการกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้าความถี่สูง (deep brain stimulation) หรือการทำลาย (ablative surgery) จึงส่งผลทำให้ผู้ป่วยมีการเคลื่อนไหวที่ดีขึ้น

 

วิธีการผ่าตัดรักษาในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน

ในปัจจุบันการผ่าตัดรักษาในผู้ป่วยโรคพาร์กินสันแบ่งเป็น 2 วิธีหลักดังนี้

  1. การผ่าตัดฝังเครื่องกระตุ้นสมองส่วนลึกด้วยไฟฟ้า (deep brain stimulation)
  2. การผ่าตัดแบบทำลายโดยใช้คลื่นวิทยุ (radiofrequency ablative surgery)

 

หลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการผ่าตัด

หลักเกณฑ์การพิจารณาเลือกผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการประเมินอาการของโรคพาร์กินสันก่อนเข้ารับการผ่าตัดมี

ดังนี้

  1. อายุน้อย (ควรน้อยกว่า 75ปี)
  2. มีระยะเวลาเป็นโรคมานานมากกว่า 4 ปี
  3. มีอาการตอบสนองต่อยาไม่สม่ำเสมอ (motor fluctuations)
  4. รับประทานยาพาร์กินสันหลายชนิด แต่อาการยังไม่ดีขึ้น เช่น มีอาการสั่นรุนแรง
  5. ไม่มีปัญหาทางจิต พฤติกรรม หรือ อารมณ์ผิดปกติ
  6. ไม่มีอาการของโรคสมองเสื่อม

    นอกจากนี้ผู้ป่วยทุกรายจะต้องเข้ารับการตรวจกับทีมแพทย์สหสาขาเพื่อประเมินอาการก่อนการผ่าตัด โดยทีมแพทย์สหสาขาจะประกอบด้วยบุคลากร 4 กลุ่ม คือ ประสาทแพทย์ ประสาทศัลยแพทย์  จิตแพทย์ และพยาบาลเฉพาะทางโรคพาร์กินสัน ที่จะมีการปรึกษากันถึงความเหมาะสมในการผ่าตัดของผู้ป่วยเฉพาะราย

 

 

 

 

 

อ้างอิงจาก

 

1.      Wichmann T, DeLong MR. Models of basal ganglia function and pathophysiology of movement disorders. Neurosurg Clin N Am. 1998;9:223-36.

2.      Obeso JA, Rodriguez-Oroz MC, Rodriguez M, Lanciego JL, Artieda J, Gonzalo N, et al. Pathophysiology of the basal ganglia in Parkinson's disease. Trends Neurosci. 2000;23(10 Suppl):S8-19.

 

 

 

< ย้อนกลับ

ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ

ตึก สธ หรือผู้สูงวัย ชั้น 7 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนน พระรามที่ 4 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10333
เบอร์โทรศัพท์ : 02 256 4000 ต่อ 70702-3 / 081 107 9999
โทรสาร : 02 256 4000 ต่อ 70704
โทรศัพท์เคลื่อนที่ : 081-107-9999

Facebook

Youtube

รับข้อมูลข่าวสารกิจกรรมจากทางศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน