โรคพาร์กินสัน / การดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสันที่ต้องได้รับการผ่าตัด

วันที่ 26 มีนาคม 2561

ผู้ป่วยโรคพาร์กินสันมีความจำเป็นต้องได้รับยารักษาโรคพาร์กินสันอย่างต่อเนื่อง เพราะการหยุดยาพาร์กินสันอย่างกะทันหัน จะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดภาวะที่มีอาการพาร์กินสันเพิ่มขึ้นอย่างมาก มีไข้ ระดับความรู้สึกตัวลดลง และ/หรือมีระบบอัตโนมัติผิดปกติ  ดังนั้นผู้ป่วยและญาติต้องแจ้งแก่แพทย์ผู้ดูแลว่าเป็นโรคพาร์กินสัน เพื่อทำการเตรียมตัวผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดแบบฉุกเฉินหรือนัดมาผ่าตัด  แบ่งได้ดังนี้

  1. การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด

กรณีการผ่าตัดแบบนัด

    1. ต้องแจ้งแก่แพทย์ผู้ดูแลว่าเป็นโรคพาร์กินสัน และแจ้งแพทย์เรื่องชนิดและขนาดของยารักษาโรคพาร์กินสันที่ใช้อยู่ เพื่อให้มีการเตรียมตัวผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด ไม่ควรหยุดยาเองเด็ดขาด
    2. ถ้าการผ่าตัดเป็นการผ่าตัดแบบใช้ยาระงับอาการปวดเฉพาะที่ ไม่มีความจำเป็นต้องหยุดยารักษาโรคพาร์กินสันที่ใช้อยู่   สามารถรับประทานยาได้ตามปกติ
    3. ถ้าการผ่าตัดเป็นแบบดมยาสลบ  ให้แจ้งแก่แพทย์ผู้ดูแลเพื่อดูว่าผู้ป่วยใช้ยารักษาโรคพาร์กินสันกลุ่มใด และมีกลุ่มที่มีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับกับยาดมสลบหรือไม่ เพื่อพิจารณาหยุดยาก่อนผ่าตัดตามดุลพินิจของแพทย์ผู้ดูแล โดยปกติสามารถให้ยารักษาโรคพาร์กินสัน ต่อเนื่องจนถึงมื้อสุดท้ายก่อนที่จะงดน้ำและอาหารเพื่อผ่าตัด
    4. ในกรณีที่หลังการผ่าตัดชนิดที่ผู้ป่วยจำเป็นต้องงดน้ำและอาหารทางปากเป็นเวลานาน แพทย์อาจพิจารณาเปลี่ยนรูปแบบการให้ยารักษาโรคพาร์กินสันจากยารับประทาน เป็นชนิดแผ่นแปะ (rotigotine patch) หรือชนิดฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (apomorphine infusion)

กรณีการผ่าตัดแบบฉุกเฉิน ( emergency surgery)

ผู้ป่วยสามารถผ่าตัดได้ ไม่ต้องรอการหยุดยารักษาโรคพาร์กินสันก่อนผ่าตัด แต่ให้แจ้งแก่แพทย์ผู้ดูแลเพื่อดูว่าผู้ป่วยใช้ยารักษาโรคพาร์กินสันกลุ่มใด และมีกลุ่มที่มีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับกับยาดมสลบหรือไม่

 

  1. การปฏิบัติตัวระหว่างผ่าตัด

 

การผ่าตัดในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน มีการใช้วิธีการระงับความเจ็บปวดทั้งโดยวิธีการระงับความเจ็บปวดเฉพาะที่ (local anesthesia) และวิธีดมยาดมสลบ (general anesthesia) ซึ่งแพทย์ผู้ดูแลจะเป็นผู้พิจารณาเลือกวิธีขึ้นกับชนิดของการผ่าตัด  ทั้งนี้ในแต่ละวิธี มีข้อดี ข้อเสียที่แตกต่างกัน โดยวิธีการระงับความเจ็บปวดเฉพาะที่ นั้นผู้ป่วยโรคพาร์กินสันไม่จำเป็นต้องหยุดยารักษาโรคพาร์กินสัน ทำให้โอกาสเกิดผลแทรกซ้อนจากการหยุดยาน้อยกว่า และผู้ป่วยสามารถบอกถึงอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นขณะทำการผ่าตัดได้ ทำให้สามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว  แต่วิธีการระงับความเจ็บปวดเฉพาะที่มีข้อด้อย คือผู้ป่วยอาจมีอาการสั่น แข็งเกร็ง หรือยุกยิก ทำให้รบกวนการผ่าตัดได้ ส่วนวิธีดมยาดมสลบผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องงดยารักษาโรคพาร์กินสัน ก่อนและระหว่างการผ่าตัด และหลังการผ่าตัดผู้ป่วยมีโอกาสที่จะเกิดอาการสับสน ได้มากกว่า แต่วิธีดมยาดมสลบจะทำให้ไม่เกิดอาการแสดงของโรคพาร์กินสัน รบกวนการผ่าตัดเป็นต้น 

 

  1. การปฏิบัติตัวหลังผ่าตัด
    1. กรณีที่หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยสามารถรับประทานน้ำและอาหารได้ตามปกติ และไม่มีข้อห้ามของการรับประทานยา พิจารณาเริ่มรับประทานยารักษาโรคพาร์กินสัน ตามมื้อยาปกติทันที หลังจากสิ้นสุดการผ่าตัด
    2. กรณีที่หลังการผ่าตัด ผู้ป่วยจำเป็นต้องงดน้ำและอาหารทางปากหลังการผ่าตัดเป็นเวลานาน พิจารณาให้ใช้ยาเป็นชนิดแผ่นแปะ (rotigotine patch) หรือชนิดฉีดเข้าชั้นใต้ผิวหนัง (apomorphine infusion) โดยแพทย์ผู้ดูแลจะคำนวณขนาดยาที่จะให้ทดแทนจากยารับประทาน
    3. ไม่ควรรับประทานยาแก้ปวดเองเนื่องจากมีโอกาสเกิดปฏิกิริยากับยารักษาโรคพาร์กินสันได้ นอกจากนี้ยังควรระมัดระวังในการใช้ยาแก้อาเจียนอีกด้วย ซึ่งอาจทำให้อาการพาร์กินสันแย่ลงได้
    4. เฝ้าระวังอาการกลืนลำบาก สำลักซึ่งเป็นผลให้เกิดปอดติดเชื้อตามมาได้ ดังนั้นถ้าแพทย์อนุญาตให้รับประทานอาหารและยาได้  ควรเริ่มรับประทานยารักษาโรคพาร์กินสันตามมื้อยาปกติทันที

 

< ย้อนกลับ

ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ

ตึก สธ หรือผู้สูงวัย ชั้น 7 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนน พระรามที่ 4 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10333
เบอร์โทรศัพท์ : 02 256 4000 ต่อ 70702-3 / 081 107 9999
โทรสาร : 02 256 4000 ต่อ 70704
โทรศัพท์เคลื่อนที่ : 081-107-9999

Facebook

Youtube

รับข้อมูลข่าวสารกิจกรรมจากทางศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน