การรักษาโรคพาร์กินสัน

วันที่ 18 กันยายน 2560

       เนื่องจากโรคพาร์กินสันเกิดขึ้นเนื่องมาจาก การเสื่อมของ Substantia nigra pars compacta ส่งผลให้ Nigrostriatal dopamine มีปริมาณลดน้อยลง ดังนั้นยาที่ใช้รักษาส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มของ Dopaminergic therapy โดยเฉพาะ Levo-dopa เมื่อผู้ป่วยรับประทาน L-dopa หรือ Levodopa ยา Levodopa ควรรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาทีหรือร่วมกับ อาหารที่ไม่มีโปรตีน เพื่อการดูดซึมที่ดีของยา Levodopa จะถูกเปลี่ยนโดยเอนไซม์ Aromatic acid decarboxylase (AADC) และ Catechol-O-Methyl transferase (COMT) ดังนั้นยาที่มีหน้าที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ทั้ง 2 ตัวทำให้ Levodopa อยู่ในระบบได้นานขึ้น Carbidopa หรือ Benserazide เป็น Peripheral decarboxylase inhibitors ซึ่งส่วนมากจะถูกรวมอยู่กับยา Levodopa เพื่อให้ผู้ป่วยรับประทานพร้อมกัน เพื่อลดอาการข้างเคียง มีชื่อทางการค้าดังเช่น Madopar (Levodopa/ Benserazide) และ Sinemet (Levodopa/ Carbidopa) ส่วนยา Entacapone มีหน้าที่ยับยั้งการทำงานของ COMT (COMT inhibitor) นอกระบบประสาท มีชื่อทางการค้าว่า Comtan Tolcapone เป็น COMT inhibitor ทั้งในและนอกระบบประสาท แต่ไม่มีในประเทศไทย Stalevo เป็นชื่อทางการค้าของยาที่รวมระหว่าง Levodopa, Carbidopa และ Entacapone เมื่อ Levodopa ผ่าน Blood brain barrier ก็จะถูกเปลี่ยนเป็น Dopamine โดยเอนไซม์ Dopadecarboxylase ซึ่งจะถูกรวบรวมไปใน vesicular monoamine transporter type 2 เพื่อนำไปสู่ Synaptic site ก่อนที่จะถูกปล่อยออกมาสู่ Synaptic cleft Dopamine ในส่วนที่เหลือก็จะถูกดูดซึมกลับเข้าไปใน Presynaptic site โดยอาศัย Dopamine transporter (DAT) Dopamine ในสมองที่ถูกผลิตออกมาก็จะถูกเปลี่ยนไปเป็น Homovanillic acid โดยอาศัย COMT และ Monoamineoxidase type -B (MAO-B) ก่อนที่จะถูกกำจัดออกไป ยาที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการทำงานของ MAO-B หรือ MAO-B inhibitor เช่น Selegiline จะมีผลเพิ่มการทำงานของ Dopamine ใน Striatum ทำให้อาการพาร์กินสันดีขึ้นได้

        ยาในกลุ่มของ Dopamine agonists ซึ่งออกฤทธิ์โดยตรงที่ Postsynaptic dopamine receptors โดยเฉพาะที่ D2 และ D3 receptors ทำให้ตัวยาไม่ต้องผ่านกระบวนการของ Dopamine metabolism หรือ turnover อย่างเช่น Levodopa ได้มีการใช้แพร่หลายมากยิ่งขึ้น ในปัจจุบัน นอกจากกลุ่มของ Ergot dopamine agonist ที่ยังใช้กันอยู่ได้แก่ Bromocriptine, Lisuride, Pergolide และ Cabergoline กลุ่ม Non-ergot dopamine agonists ดังเช่น Apomorphine, Piribedil และ Pramipexole ประโยชน์ของการใช้ Dopamine agonist ส่วนมากจะเป็นเพื่อชะลอการใช้ Levodopa ในผู้ป่วยพาร์กินสันระยะแรก และเป็นการเพิ่มการทำงานของ Levodopa ในผู้ป่วยพาร์กินสันในระยะกลางเป็นต้นไป

< ย้อนกลับ

ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ

ตึก สธ หรือผู้สูงวัย ชั้น 7 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถนน พระรามที่ 4 เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10333
เบอร์โทรศัพท์ : 02 256 4000 ต่อ 70702-3 / 081 107 9999
โทรสาร : 02 256 4000 ต่อ 70704
โทรศัพท์เคลื่อนที่ : 081-107-9999

Facebook

Youtube

รับข้อมูลข่าวสารกิจกรรมจากทางศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสัน